เพื่อนๆ ที่ใช้รถ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือจักรยานยนต์ก็ตาม เกือบทั้งหมดคงจะเคยประสบเหตุการณ์ยางรั่ว กันมาแล้วแทบทั้งนั้นนะครับ ผมจึงมีเทคนิคการปะยางเล็กๆ น้อยๆ มาฝากเพื่อนๆ กัน เผื่ออยากจะทำเองขึ้นมาบ้างและเครื่องมือพร้อม จะได้ไม่ต้องไปจ่ายค่าปะยางให้กับร้านไงครับ |
||
การปะซ่อมยางนั้น มีหลักการและวิธีการต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับลักษณะความเสียหายที่ได้รับและประเภทของโครงยาง หากการปะซ่อมยางกระทำอย่างไม่ถูกต้องแล้ว ก็จะทำให้เกิดปัญหาเมื่อนำกลับมาใช้งานได้ ดังเช่น ในกรณีที่ใช้ยางเรเดียลเสริมเส้นลวดเหล็กกล้าถูกตะปูตำทะลุโครงยาง เมื่อนำยางไปปะซ่อมตามร้านทั่วๆ ไป โดยปกติจะทำการซ่อมได้ด้วยอุปกรณ์ที่มีอยู่ตามวิธีการเดิมๆ ที่เคยใช้เป็นปกติ มิได้คำนึงถึงโครงสร้างยางว่าเป็นยางประเภทใด เนื่องจากช่างซ่อมส่วนใหญ่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องโครงสร้างยาง ซึ่งมีความแตกต่างกันและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ก็อาจจะ เป็นแบบที่ไม่เหมาะสมกับโครงสร้างยางในกรณีนี้ หากช่างใช้วิธีปะซ่อมแบบยางเรเดียล tubeless ธรรมดา ซึ่งโครงสร้างยางเป็นผ้าใบ วิธีการคือ นำยางในมาตัดเป็นเส้นเล็กๆ จากนั้นก็ทาน้ำยาที่รูบาดแผลให้ทั่ว จากนั้นก็นำยางเส้นเล็กๆ ที่ตัดไว้มาอุดที่รูบาดแผลให้เต็ม ทิ้งไว้ 5 นาที จากนั้นก็นำยางมาประกอบกับกระทะล้อ แล้วก็สูบลมตามอัตราที่กำหนด (แต่บางร้าน พี่แกเล่นสูบซะอยู่ได้เป็นปี ซึ่งเมื่อนำมาใช้ควรทำการตรวจวัดความดันลมยางก่อน ถ้ามากเกินไปก็ควรปล่อยลมให้พอดี) เป็นอันเสร็จพิธี ในวิธีที่กล่าวมานี้ ถ้าเป็นยางเรเดียลธรรมดา ก็ยังสามารถใช้งานต่อไปได้ ถ้าไม่เกิดการรั่วซึมตามมาภายหลังจากแผลที่ปะไว้ แต่ถ้ายางที่นำมาปะซ่อมนั้น เป็นยางเรเดียลเส้นลวดเสริมเหล็กกล้า ซึ่งมีเข็มขัดรัดหน้ายางเป็นเส้นลวด เมื่อถูกตะปูตำ เส้นลวดที่ทำหน้าที่เป็นเข็มขัดรัดหน้ายางอาจจะขาดได้ ถ้านำไปปะซ่อมตามวิธีที่กล่าวมาข้างต้น เส้นลวดที่ขาดอาจจะไปเสียดสีกับยางเส้นเล็กๆ ที่นำมาอุดรูรั่ว จนขาด และอาจจะเกิดการรั่วซึม เมื่อนำไปใช้งานได้ ดังนั้น การปะซ่อมยางรถยนต์แบบเสริมเหล็กกล้า จึงควรตรวจดูลักษณะบาดแผล เพื่อตัดสินว่า " ซ่อมได้ หรือซ่อมไม่ได้ " การซ่อมยาง การตรวจดูลักษณะบาดแผลเพื่อตัดสินใจว่า " ซ่อมได้หรือไม่ได้ " - ในกรณีที่ถูกของมีคมตำทะลุบริเวณหน้ายาง ซึ่งบาดแผลมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 0.6 ซม. ก็สามารถทำการปะซ่อมได้ โดยวิธีการดังนี้ - นำยางประกอบเข้ากับเครื่องจับยึดยาง |
||
| - นำแท่งยางเบอร์ 251 ลอดแผ่นพลาสติกสีฟ้าออก บีบหัวแท่งยางด้านหนึ่งให้แบน เพื่อยัดเข้าไปในรูปของแท่งเหล็ก และดึงแท่งยางให้อยู่ระหว่างจุดกึ่งกลาง ทาน้ำยาเชื่อมยางเบอร์ 760 ให้ทั่วทั้งแท่งยาง จากนั้น นำแท่งเหล็กนี้แทงลงไปในรูบาดแผล ให้เหลือปลายของแท่งยางโผล่ยื่นออกมาประมาณ 1 ซม. ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที ใช้มีดบางๆ ตัดเนื้อยางส่วนเกินบริเวณด้านหน้ายาง ให้เหลือยื่นโผล่ออกมาซักเล็กน้อย โดยใช้มือจับแท่งยางส่วนเกินเอาไว้เบาๆ ในขณะตัดห้ามดึงแท่งยาง ต่อจากนั้นจึงนำยางไปประกอบกับกระทะล้อ แล้วจึงสูบลมตามมาตรฐานที่กำหนด พร้อมทั้งประกอบล้อเข้ากับตัวรถดังเดิม ก็สามารถใช้งานได้ตามปกติ สำหรับยางรถสามารถทการปะซ่อมได้ทุกจุดบริเวณหน้ายาง ยกเว้น ในกรณีถูกบาดบริเวณไหล่ยางและบริเวณแก้มยางไม่ควรทำการปะซ่อมยาง ขอแนะนำว่าให้เปลี่ยนยางเส้นใหม่เลยเพื่อความปลอดภัย ในกรณีที่ยางรถถูกของมีคมบาดหรือทะลุ มีบาดแผลเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดใหญ่กว่า 0.6 ซม. อาจจะใช้แท่งยาง 2 แท่งรวมกัน หรือใช้แท่งยาง ( STEM ) ของอุปกรณ์ปะแบบ 1 ชิ้น ลักษณะคล้ายดอดเห็ดทำการปะซ่อม ก็สามารถนำยางไปใช้งานได้ต่อไป การปะซ่อมยางเรเดียล ช่างประจำร้านควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับลักษณะโครงสร้างยางให้ถ่องแท้ ว่ายางประเภทนี้เป็นแบบเรเดียลผ้าใบธรรมดา หรือเป็นยางเรเดียลเสริมเส้นลวดเหล็กกล้า เพื่อป้องกันความผิดพลาดในวิธีการปะซ่อมยาง แต่ในบางครั้ง การปะซ่อมยางแบบ tubeless อาจจะต้องเปลี่ยนสภาพมาเป็นยางแบบต้องใช้ยางในก็มี ดังนั้น เมื่อยางรถของท่านเกิดปัญหาถูกของมีคมบาดหรือตำทะลุ ท่านควรใช้ดุลพินิจเลือกร้านที่เป็นขาประจำเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของท่าน ส่วนเพื่อนๆ ผู้ใช้รถ ถ้ามีความชำนาญ และมีเครื่องมือพร้อม ก็อาจจะทำเองได้ แต่ถ้าท่านไม่มั่นใจในฝีมือของท่าน แนะนำว่า เข้าร้านดีกว่าครับ เพราะมันไม่คุ้มกับชีวิตของท่านที่จะต้องเสี่ยงกับมันเลย |
||
การปะซ่อมยางนั้น มีหลักการและวิธีการต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับลักษณะความเสียหายที่ได้รับและประเภทของโครงยาง หากการปะซ่อมยางกระทำอย่างไม่ถูกต้องแล้ว ก็จะทำให้เกิดปัญหาเมื่อนำกลับมาใช้งานได้ ดังเช่น ในกรณีที่ใช้ยางเรเดียลเสริมเส้นลวดเหล็กกล้าถูกตะปูตำทะลุโครงยาง เมื่อนำยางไปปะซ่อมตามร้านทั่วๆ ไป โดยปกติจะทำการซ่อมได้ด้วยอุปกรณ์ที่มีอยู่ตามวิธีการเดิมๆ ที่เคยใช้เป็นปกติ มิได้คำนึงถึงโครงสร้างยางว่าเป็นยางประเภทใด เนื่องจากช่างซ่อมส่วนใหญ่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องโครงสร้างยาง ซึ่งมีความแตกต่างกันและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ก็อาจจะ เป็นแบบที่ไม่เหมาะสมกับโครงสร้างยาง