อะไหล่แต่งทั่วไป | อะไหล่รถ Pop | อะไหล่รถ Bigbike | รายละเอียดการสั่งซื้อสินค้า
บริการปรึกษาการเปิดร้านขายอะไหล่มอเตอร์ไซค์ | จำหน่ายคู่มือการเปิดร้านขายอะไหล่มอเตอร์ไซค์

การตรวจเช็คแบตเตอรี่

small logo
   
 

แบตเตอรี่ ถือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ก็ตาม โดยเป็นแหล่งเก็บและจ่ายไฟให้กับระบบต่างๆ ที่สำคัญ ดังนั้น เราจึงควรดูแลแบตเตอรี่อยู่เสมอ เพื่อให้ระบบไฟของรถคู่ใจท่านเป็นปกติอยู่เสมอ ซึ่งมีรายละเอียดในการดูแลดังนี้

การตรวจเช็คค่าไฟชาร์จ
ทำได้โดยการใช้โวลต์มิเตอร์ต่อคร่อมเข้ากับขั้วของแบตเตอรี่ แต่สำหรับการวัดค่าการชาร์จโดยการวัดความถ่วงจำเพาะของกรดด้วยไฮโดรมิเตอร์นั้น ไม่ควรทำ ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีกรดพอที่จะดูดขึ้นมาใส่ภาชนะเพื่อทำการวดัค่าได้
ในการวัดค่าไฟชาร์จของแบตเตอรี่นั้น ให้ปลดขั้วแบตเตอรี่ออกก่อน ค่าไฟชาร์จถ้าเป็นแบตเตอรี่ขนาด 6 โวลต์ เมื่อทำการวัดด้วยโวลต์มิเตอร์ขั้วแล้วควรจะมีค่ามากกว่า 6 โวลต์เล็กน้อย ถ้าหากวัดได้ 5.6 โวลต์ หรือต่ำกว่า ควรจัดการชาร์จไฟใหม่และเมื่อชาร์จไฟแล้วค่าที่วัดได้ควรจะอยู่ประมาณ 7.6 โวลต์ แต่ถ้ามากกว่านี้ก็แสดงว่าเซลล์ใดเซลล์หนึ่งเกิดการชำรุดขึ้นมา
ส่วนแบตเตอรี่ 12 โวลต์ ที่ใช้กันทั่วไปนั้น เมื่อวัดแล้วควรจะได้ค่าประมาณ 12.5 โวลต์ ถ้าวัดได้ 1.1 โวลต์หรือต่ำกว่านี้ก็ควรทำการชาร์จใหม่ โดยที่ขณะชาร์จไฟ โวลต์เตจที่ขั้วควรจะได้ประมาณ 15 โวลต์ และในเครื่องยนต์ที่ใช้ระบบสตาร์ทไฟฟ้า โวลต์ของแบตเตอรี่ 12 โวลต์ ที่ชาร์จไฟเต็มแล้วควรจะอยู่ระหว่าง 8-10 โวลต์เมื่อสตาร์ทเครื่องแล้ว
การตรวจดูการชาร์จของแบตเตอรี่นั้น สามารถตรวจดูด้วยสายตาได้ โดยสังเกตที่แผ่นแบตเตอรี่ ซึ่งแบตเตอรี่ที่ชาร์จไฟเต็มแล้ว แผ่นบวกจะมีสีน้ำตาลเข้ม ถ้าแบตเตอรี่ไม่มีไฟก็จะเป็นสีน้ำตาลอ่อน ส่วนแผ่นลบสีเทานั้นจะไม่เปลี่ยนสีเมื่อชาร์จไฟแล้ว นอกจากนี้หากสังเกตเห็นจุดขาวๆ บนแผ่นก็แสดงว่ามีซัลเฟตเกิดขึ้น ก็แสดงว่าจะเริ่มถึงคราวที่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่กันอีกครั้ง

การชาร์จไฟแบตเตอรี่
หลังจากทำการวัดค่าไฟชาร์จของแบตเตอรี่แล้ว ถ้าพบว่าค่าไฟชาร์จต่ำกว่าระดับที่กำหนด จะต้องมีการชาร์จไฟใหม่ ซึ่งจะต้องทำการถอดแบตเตอรี่ออกจากรถ จัดการถอดฝาจุกส่วนบนออกแล้วต่อแบตเตอรี่เข้ากับเครื่องชาร์จไฟ โดยที่ต่อสายบวก (สีแดง) เข้ากับขั้วบวกของแบตเตอรี่ และสายลบ (สีดำ) เข้ากับขั้วลบ เปิดสวิตช์เครื่องชาร์จไฟ ทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน แล้วจึงปลดสายไฟจากเครื่องชาร์จออกจากแบตเตอรี่ แต่ก็มีเครื่องชาร์จไฟบางชนิดที่สามารถชาร์จไฟได้ในเวลาที่สั้นมาก ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง เท่านั้น ซึ่งอาจจะเกิดผลดีสำหรับผู้ที่รู้จักใช้ แต่ในบางครั้งอาจจะทำให้อุณหภูมิของแบตเตอรี่สูงขึ้นมาก จนอาจทำให้หม้อไฟเสียหายและใช้งานต่อไปไม่ได้
การชาร์จไฟนั้น เมื่อเปิดสวิตช์เครื่องชาร์จปล่อยให้ชาร์จไฟจนได้เวลาแล้ว จึงปลดสายไฟจากเครื่องชาร์จออกจากแบตเตอรี่และใช้โวลต์มิเตอร์ตรวจดูค่าไฟอีกครั้ง พร้อมกับตรวจดูระดับของน้ำกรดแล้วตั้งทิ้งไว้เพื่อปล่อยให้ไอที่เกิดขึ้นระหว่างการชาร์จระเหยออกไป เช็คส่วนบนของแบตเตอรี่ ปิดฝาจุกแล้วยกขึ้นไปใส่รถ แต่ถ้าทำการวัดค่าไฟชาร์จแล้วยังไม่เต็ม ก็ควรทำการชาร์จต่อ และถ้าชาร์จเต็มแล้ว ไฟหมดไปอย่างรวดเร็ว ก็ถึงเวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ได้แล้ว

ข้อแนะนำในการใช้แบตเตอรี่
ตำแหน่งที่ติดตั้งแบตเตอรี่ส่วนใหญ่แล้ว มักจะติดตั้งในที่ที่มิดชิด ทำให้ผู้ใช้รถอาจจะลืมตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะส่งผลต่ออายุของแบตเตอรี่และระบบไฟของรถได้ ดังนั้น จึงควรหมั่นดูแลแบตเตอรี่เป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง โดยตรวจดูดังนี้
ระดับน้ำกรดของแบตเตอรี่ เพราะในระหว่างการใช้งานประจำวันจะสูญเสียน้ำกรดไปจำนวนเล็กน้อย บางครั้งอาจจะหายไปโดยการระเหยหรือเปลี่ยนเป็นก๊าซ (ไฮโดรเจนและออกซิเจน) ในขณะที่แบตเตอรี่ถูกชาร์จโดยระบบไฟฟ้าของรถมอเตอร์ไซค์และไล่ก๊าซผ่านท่อระบายก๊าซของหม้อแบตเตอรี่
แบตเตอรี่ใส ปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นแบบกล่องใส สามารถที่จะตรวจดูระดับน้ำกรดได้ง่าย โดยที่ด้านข้างของแบตเตอรี่นั้น จะมีขีดบอกระดับน้ำกรดในแบตเตอรี่อยู่ โดยแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ สูงสุด และต่ำสุดของระดับน้ำกรดที่ควรจะมี เมื่อระดับของน้ำกรดลดลง ควรเติมด้วยน้ำกลั่นให้เต็มถึงระดับขีดบนสุด แต่ไม่ควรใช้น้ำประปาเพราะอาจมีสิ่งปนเปื้อนอยู่ และไม่บริสุทธิ์พอ จะทำอันตรายให้กับแผ่นแบตเตอรี่ได้ แต่ก็ไม่ควรเติมน้ำกลั่นมากจนเกินไป เพราะจะทำให้น้ำกรดไปปิดท่อระบายก๊าซของแบตเตอรี่ ทำให้แบตเตอรี่ไม่ชาร์จไฟ
ขั้วของแบตเตอรี่ ควรทำความสะอาดโดยการใช้กระดาษทรายละเอียดขัดแล้วใช้จาระบีแต้มป้องกันการกัดกร่อน ซึ่งถ้าเกิดการผุกร่อนของขั้วแบตเตอรี่แล้ว จะทำให้กระแสไฟเดินไม่เต็มที่ ส่งผลต่อระบบอื่นๆได้
นอกจากนี้ควรตรวจดูท่อระบายก๊าซของแบตเตอรี่ ไม่ให้อยู่ในสภาพที่หงิกงอ เพราะจะทำให้ก๊าซไม่สามารถระบายออกได้ ส่งผลให้เกิดความดันขึ้นในหม้อแบตเตอรี่ ทำให้หม้อแบตเตอรี่แตกร้าวได้

ข้อควรระวังเกี่ยวกับแบตเตอรี่
เนื่องจากแบตเตอรี่จะมีส่วนประกอบของสารที่เป็นกรดอยู่ ซึ่งสามารถทำอันตรายต่อร่างกายได้ ดังนั้นในการทำงานกับแบตเตอรี่จึงควรระมัดระวังอย่าให้น้ำกรดมาถูกผิวหนัง เพราะกรดกำมะถันจะทำให้ผิวหนังไหม้ได้ ถ้าผิวหนังถูกน้ำกรด ควรรีบใช้น้ำล้าง โดยใช้น้ำก๊อกราดไว้ 5 นาที หรืออาจใช้เบคกิ้งโซดา (โซดาไบคาร์บอเนต) ทาที่ผิวหนัง เพราะจะช่วยให้กรดเป็นกลาง ในกรณีนำกรดกระเด็นเข้าตา ควรรีบล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วไปพบแพทย์ทันที เพราะกรดกำมะถันอาจทำให้ตาบอดได้ และในการถอดแบตเตอรี่นั้น ควรถอดขั้วลบออกก่อน เช่นเดียวกับการประกอบก็ควรประกอบขั้วลบทีหลัง….

   
©2004 TaladMocyc.com All rights reserved.